สมุนไพรรักษาโรคปวดเข่า

สมุนไพรรักษาโรคปวดเข่า

โรคปวดเข่า นั้นสามารถที่จะเกิดได้ทุกเพศทุกวัย โดยส่วนใหญ่แล้วนั้นสาเหตุที่ทำให้เราเกิดอาการ ปวดเข่า ก็มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในทุกๆ วันไม่ว่าจะเป็น การออกกำลังกาย การเล่นฟุตบอล เป็นต้น ซึ่งวิธีการรักษาอาการของ โรคปวดเข่า นั้นก็มีมากมายหลายวิธีด้วยกัน การที่เป็นโรคนี้นั้นบางคนโชคร้ายถึงขั้นต้องผ่าตัดเปลี่ยนหัวเข่าก็มีเหมือนกันนะครับ ซึ่งในวันนี้นั้นเราก็จะมาแนะนำสมุนไพรรักษาโรคปวดเข่ากันนะครับว่าวิธีการรักษาแบบธรรมชาติแบบนี้นั้น ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจและยังไม่ทำให้เรานั้นได้รับสารตกค้างกันอีกด้วยนั่นเอง

โรคปวดเข่า ก็อย่างที่บอกไปนะครับไม่ว่าจะเพศไหนก็สามารถที่จะเกิดได้ทุกคน แต่อาการปวดนั้นก็แล้วแต่คนอีกบางคนปวดเยอะ บางคนปวดน้อย ซึ่งอาการของแต่ละคนนั้นก็ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ใช้ชีวิตในแต่ละวันนั่นเอง แต่ถ้าหากเกิดโรคนี้กับตัวแล้วนั้นก็ไม่ควรที่จะปล่อยละเลยไปนะครับ เพราะอาจจะทำให้อาการของปวดเข่านั้นรุนแรงมากยิ่งขึ้นได้นั่นเอง บางคนอาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาที่ยาวนานเหมือนกัน ดังนั้นถ้าหากใครคิดว่าเริ่มเข้าข่ายเป็นโรคนี้แล้วนั้นก็ควรที่จะไปหาหมอแต่โดยเร็วเพื่อที่จะได้ตรวจเช็คอย่างละเอียด จะได้ทำการรักษาทัน เอาเป็ฯว่าวันนี้เราจะมาแนะนำสมุนไพรรักษาอาการปวดเข่า ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้นมาดูกันเลย

การดื่มชาขิงเป็นประจำนั้น ก็จะสามารถที่จะช่วยบรรเทาอาหารของอาการได้เป็นอย่างดี โดยที่เรานั้นเอาขิงสดไปล้างน้ำให้สะอาดจากนั้นก็นำไปแช่ในน้ำอุ่นไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วเอามาดื่ม ก็จะสามารถที่จะช่วยให้อาการปวดข้อ หรือ ปวดหัวเข่านั้นดีขึ้นแถมยังจะทำให้เรามีความสดชื่นและกระปรี้กระเปร่าได้อีกด้วยนั่นเอง

แก้ปวดเข่าโดยการพอกสมุนไพร ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีสำหรับคนที่ไม่ชอบกินยานะครับ โดยเราเอาส่วนผสมของ หัวแหวน ใบน่นาง กานพลู และ เหล้านั้นมาผสมให้เข้ากันจากนั้นก็หมักไว้ประมาณ 3 วันแล้วเอาสมุนไพรที่หมักไว้มาตำให้แหลกแล้วนำมาพอกประคบในบริเวณที่ปวด ก็สามารถที่จะช่วยบรรเทาอาการดังกล่าวได้เช่นกัน

และอีกหนึ่งสูตรที่อยากจะได้นำเสนอก็คือ มะกรูด กับ เหล้าขาว วิธีนี้นั้นถือว่าทำง่ายเป็นอย่างมากเพียงนำเอามะกรูดสดๆ จำนวน 10 ลูกมาดองกับเหล้าขาวประมาณ 1 ขวด ทิ้งไว้ 15 วัน แล้วเมื่อครบกำหนดแล้วนั้นก็เอามากรอกกับน้ำแล้วเอามาฉีดบริเวณที่ปวด พ่นทุกวันก็จะทำให้อาการของโรคปวดหัวเข่านั้นบรรเทาลงได้นั่นเอง